วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กระชาย


    จากการขยายตัวของตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเสริมของไทยเมื่อปี 2548 ที่ทำรายได้ถึงสี่หมื่นล้านบาท ทำให้ไทยนั้นมี
ยุทธศาสตร์พัฒนาสมุนไพร เพื่อให้ไทยนั้นเป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เลือกประโยชน์สมุนไพรตามที่
ตลาดต้องการ นั่นคือช่วยชะลอความชรา บำรุงกำลังและช่วยลดความอ้วน ซึ่งกระชายก็มีคุณสมบัติดังกล่าวทั้งหมด
          ผู้คนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักสมุนไพรที่เรียกว่าโสม หรือว่า ginger ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นสมุนไพรของจีนหรือของเกาหลีที่มีชื่อเสียง
โด่งดังไปทั่วโลกคุณสมบัติด้านสมุนไพรที่เด่นของโสมคือว่าเชื่อว่าเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายผู้บริโภคได้ดังที่ชาวไทยจะเรียกทีมนักกีฬา
เกาหลีว่าทีมพลังโสมเป็นต้น ซึ่งโสมสามารถที่จะเพิ่มสมรรถนะทางเพศได้โดยเฉพาะท่านชาย ในประเทศไทยเองก็มีพืชพื้นบ้าน ซึ่ง
ชาวไทยเชื่อกันตั้งแต่โบราณแล้วว่าเป็นยาชูกำลังและเพิ่มสมรรถนะทางเพศโดยเฉพาะผู้ชาย ชาวไทยได้ใช้พืชชนิดนี้ใช้เป็นทั้งอาหาร
และเป็นสมุนไพรควบคู่กันมาตั้งแต่ชาวไทยนั้นยังไม่รู้จักโสม ต่อมาถึงได้รู้ว่าคุณสมบัติของโสมที่ว่านี่คล้ายคลึงกับคุณสมบัติของพืชพื้น
บ้านไทยที่ว่านี่ จึงได้เรียกพืชพื้นบ้านไทยนี่ว่าโสมไทย หรือที่ไทยเรียกทั่ว ๆ ไปว่ากระชาย ภาษาอังกฤษ Zinggberaceae เป็นพืชใน
วงศ์เดียวกับขมิ้นหรือขิง มีลำต้นอยู่ใต้ดิน เรียกกันว่า หัว หรือ เหง้า เช่นเดียวกับขมิ้นหรือขิง แต่ว่าลำต้นใต้ดินของกระชายาจะมีขนาด
เล็ก เนื่องจากว่าจะมีรากที่สะสมอาหารขนาดใหญ่ ยาวสักประมาณ 5 – 6 เซนติเมตรแยกออกจากลำต้นใต้ดินหลายรากก็เลยเรียกว่า
นมกระชาย คือมีรากเยอะอย่างที่เราเห็น ตัวใบกระชายโผล่พ้นผิวดินมาประมาณสักครึ่งเมตร ใบคล้าย ๆ ใบพุทธรักษา ใบสีเขียวอ่อน

มีเส้นสีแดง กระชายเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบขึ้นบริเวณป่าดิบร้อนชื้น ฉะนั้นนับว่าเป็นพืชพื้นบ้าน
ดั้งเดิมของไทยที่คนไทยคุ้นเคยมาและนำเอามาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบัน จนอาจจะกล่าวได้ว่าคนไทย
รู้จักใช้ประโยชน์ของกระชายมากกว่าชนชาติอื่นในโลก ในหนังสืออัครภิธานศัพท์ ของหมอบรัดเลย์ เมื่อปี 2416 อธิบายว่า ผักอย่างหนึ่ง
ต้นแดง ๆ สูง 5 ศอก หัวใต้ดิน กลิ่นหอม แกงกินดี ทำยาก็ได้ จากข้อความนี้จะเห็นได้ว่า 123 ปีก่อนชาวไทยใช้ประโยชน์จากกระชาย
มานานแล้ว กระชายเป็นพืชที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยในรากและเหง้าของกระชาย เขาบอกว่ามีสาร ไพนิน แคมฟีน ทูจีน ไลโมนีน
แล้วก็การบูร นอกจากนั้นกระชายยังมีสารอาหารที่มีคุณค่าอีกหลายอย่าง เช่น มีแคลเซียม เกลือแร่ และวิตามิน ต่าง ๆ นี้คือลักษณะ
คร่าว ๆ ของกระชาย
          กระชายมีหลายประเภทด้วยกัน เช่น กระชายเหลืองกับกระชายดำ เป็นหลัก ซึ่งกระชายดำกำลังเป็นที่นิยม จนกระทั่งกระชาย
เหลืองรู้สึกว่าจะถูกลดลงไป แต่เขาบอกว่ากระชายเหลืองมีคุณสมบัติทางสมุนไพรดีกว่ากระชายดำ คือไม่ได้ขึ้นอยู่กับสี บางทีคนเราคิด
ว่าถ้าสีเข้มน่าจะมีประโยชน์ น่าสนใจมากกว่า กระชายดำถูกโปรโมชั่นทางการตลาดเข้ามาเสริมด้วย ทำให้โด่งดังระเบิด แต่ว่าเดี๋ยวนี้
ก็จะซา ๆ ลงไปบ้างแล้ว
          กระชายที่เห็นโดยทั่วไปจะนำมาใช้ 2 อย่าง คือ ใช้เป็นอาหารและก็เป็นยา ในส่วนของการที่นำเอากระชายมาทำอาหารก็คือ ส่วน
ที่ตัวรากเพราะว่ากระชายมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่ส่วนใหญ่จะนำเอากระชายจริง ๆ แล้วใช้เป็นผักจิ้มรับประทานได้โดยตรง แต่โดยส่วน
ใหญ่แล้วเขาไม่ค่อยทานแบบนั้น มักนิยมมาทำเป็นเครื่องแกงมากกว่า เพราะว่ามีคุณสมบัติที่สามารถดับกลิ่นคาวของเนื้อหรือปลาได้ดี
ปลาที่มีกลิ่นคาวจัดอย่างเช่น ปลาไหล ปลาดุก อะไรพวกนี้ ก็จะเอากระชายมาปรุง ตัวอย่างของอาหารที่ใช้กระชายเป็นเครื่องปรุงซึ่งชาว
ไทยรู้จักกันดีก็คือ น้ำยาที่กินกับขนมจีน น้ำยาขนมจีนส่วนใหญ่จะใช้เนื้อปลาเป็นส่วนใหญ่ และมักจะเติมกระชายลงไปเพื่อทำให้ดับกลิ่น
คาวของเนื้อปลา ทำให้มีกลิ่นหอมขึ้น กระชายใช้ทำน้ำยากันทั่ว ๆ ไป ทางภาคกลาง ภาคใต้ และภาคอีสาน แกงบางชนิดที่คนไทยรู้จัก

กันดี บางทีก็จะมีการใส่กระชายลงไปด้วย อย่างเช่น แกงบอน หรือว่าแกงขี้เหล็ก ยังมีแกงชนิดหนึ่งที่เรารู้จักกันดี ที่เรียกกันว่า แกงปลา
ไหล ถึงกับมีสำนวนว่า เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง เพราะว่าน้ำแกงปลาไหลนี่มีรสชาตอร่อย บางคนเขาก็ไม่ชอบกิน คือ
เวลากินทีไรมักนึกถึงงู แต่ว่าน้ำแกงปลาไหลนี่จะอร่อย น้ำแกงปลาไหลจะมีกระชายเป็นส่วนประกอบ เช่นเดียวกับพวกแกงปลาดุก หรือ
แกงอะไรที่มีกลิ่นคาวจัด มีอาหารไทยอีกอย่างที่เป็นที่นิยมชมชอบกันตั้งแต่อดีต แต่ปัจจุบันนี้รู้จักกันน้อย คือต้มยำโฮกฮือ เขาบอกว่า
เป็นแกงสำหรับซดน้ำกำลังร้อน ๆ จะทำให้ทานข้าว กับข้าวอื่น ๆ ได้คล่องคอ ส่วนรสชาติของต้มยำที่ชื่อโฮกฮือก็คือ กระชายเป็นเครื่อง
ปรุงสำคัญ แกงป่าเป็นแกงไทยดั้งเดิมซึ่งไม่ใส่กะทิ นิยมใช้กระชายเป็นเครื่องปรุงเครื่องแกงโดยเฉพาะแกงป่าที่ใส่พวกปลา เพราะ
อาหารดั้งเดิมของคนไทยเรา คือ มีปลาเป็นหลัก ส่วนพวกหมูมาทีหลัง มีกลิ่นคาว ดังนั้นกระชายจะช่วยดับกลิ่น และช่วยให้มีกลิ่นหอมขึ้น
นอกจากนี้ในอาหารชนิดต่าง ๆ ยังใช้กระชายในการปรุงอาหารอื่นอีกมากมาย เช่น พวกหลนต่าง ๆ งบปลา แกงส้ม แกงต้มเปรอะ

แกงเขียวหวานมรกต แกงคั่วหัวตาล แกงหน่อไม้ แกงใส่ใบย่านาง กะปิคั่ว ห่อหมกปลาดุก ข้าวแช่ แล้วก็แกงไตปลาของภาคใต้ก็นิยม
ใส่กระชาย
          ส่วนที่นำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารก็คือ ราก ส่วนลำต้นก็คือ ที่เรียกกันว่าเหง้า ก็เอาไปทำยา ซึ่งทำยาจะใช้ทั้งส่วนที่เป็นเหง้า
และส่วนที่ เป็นราก
          กระชายมีสรรพคุณทางยา เอาไปใช้ทำยาได้หลายอย่างเช่น บรรเทาอาการจุกเสียด บำบัดโรคกระเพาะ บรรเทาอาการแผลใน
ปาก แก้ฝ้าขาวในปาก แก้กลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า ได้สารพัด แก้คันศีรษะจากเชื้อราได้อีกด้วย เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงหัวใจ แก้ปวดท้อง
ท้องเดินในเด็ก แก้โรคบิดมีตัว แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงกำลัง แก้ลมวิงเวียน แน่นหน้าอก แก้ปวดเมื่อย แก้ฝี สารพัด ประการ
สำคัญเขาบอกว่าแก้อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้อีกด้วย แก้ฝีเขาบอกว่าให้เอาเหง้ากับรากกระชายตำให้ละเอียด เอามาทาหัวฝี
ที่บวมอยู่จะทำให้หายเร็ว และยังสามารถรักษาโรคไตได้ด้วย ซึ่งสรรพคุณมีหลากหลายมาก
          แต่ว่าวิธีการที่จะนำมาทำเพื่อให้เหมาะกับอาการต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น อาการแก้ปวดเมื่อยให้เอาเหง้า หรือว่าราก
กระชายแก่ ๆ หั่นเป็นแว่นบาง ๆ ตากให้แห้งแล้วก็เอามาชงน้ำเป็นชาดื่ม หรือว่าอย่างแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อให้เอาทั้งเหง้าและราก
ถ้าสดใช้ประมาณ 5 – 10 กรัม ถ้าแห้งก็ 3 – 5 กรัม แล้วก็ต้มเอาน้ำดื่มหรือว่าปรุงเป็นอาหาร จะมีวิธีการที่หลากหลาย แก้กลากเกลื้อน
เขาบอกว่าให้เอารากทั้งเปลือกมาล้างแล้วผึ่งให้แห้ง หั่นเป็นแว่น ๆ บดให้เป็นผงหยาบ เอาน้ำมันพืชซึ่งอาจจะเป็นน้ำมันมะกอก หรือ

น้ำมันมะพร้าวก็ได้มาอุ่นใสหม้อใบเล็ก ๆ แล้วเติมผงกระชายลงไป ใช้น้ำมัน 3 เท่าของกระชายหุง คือเขาบอกว่าให้คนไปคนมา ใช้ไฟ
อ่อน ๆ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวไหม้ ใช้ไฟอ่อน สักประมาณ 15 นาที แล้วก็เก็บน้ำมันส่วนนี้ไว้ ซึ่งมีทั้งน้ำมันพืชใส่ขวดแก้วสีชา เอาไว้ใช้ทาแก้
กลากเกลื้อน เพราะฉะนั้นวิธีการใช้กระชายเพื่อปรุง เพื่อรักษาอะไรต่าง ๆ ก็จะหลากหลายกันไป
          ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกที่จะมานั่งปรุงยา ขอแนะนำว่าลองทำน้ำกระชายปั่นลองทานดู คือ เอากระชายมาปั่นผสมกับน้ำและ
น้ำผึ้ง มะนาว และถ้าใส่ใบโหระพาด้วยก็จะดี ลองดื่มดูก่อนอาหารเย็นสักครึ่งแล้ว แล้วดูว่าสภาพร่างกายจะเหนื่อยง่ายน้อยลงหรือไม่
ระบบต่าง ๆ ในร่างกายดูว่ากระปรี้กระเปร่าดีขึ้นไหม เนื่องจากว่ายาไทยจะมีลักษณะพิเศษก็คือ ลางเนื้อชอบลางยา เพราะว่าบางคนอาจ
ไม่ค่อยถูกกับสมุนไพรบางอย่าง แต่ว่าบางคนทานแล้วอาจได้ผลดีต้องค่อย ๆ ทานไป ค่อย ๆ ปรึกษาผู้รู้ทางแพทย์แผนไทย หรือผู้รู้ทาง
ด้านสมุนไพร
          ถ้าลอง key คำว่ากระชายลงไปใน search engine ใน website จะมีมากมาย แล้วก็จะพบในหนังสือ นาฬิกาชีวิต ของอาจารย์
สุทธิ์รักษ์ คำภา ก็จะได้ความรู้เพิ่มขึ้น
          การทำกระชายปั่นคั้นน้ำ ในน้ำกระชายมีอาหารอยู่ 2 กลุ่ม 1. กลุ่มละลายในน้ำ 2. กลุ่มที่ละลายในไขมัน เมื่อกินน้ำกระชายเข้า
ไปแล้ว ในกระเพาะเรามีน้ำ มีไขมันและจุลินทรีย์ สองกลุ่มจะแยกกันทำหน้าที่ของมันเอง ตัวจุลินทรีย์ในกระเพาะจะทำให้เกิด
แอลกอฮอล์ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สกัดตัวยากลุ่มที่ละลายในน้ำออกมาจากน้ำกระชายได้เอง
          คนปกติดื่มน้ำกระชายเพื่อบำรุงจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคไต ผู้ชายป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากโต ผู้หญิงป้องกันไม่ให้เป็นมดลูก
โต ในน้ำกระชาย 1 แก้ว มีคุณค่าสูงกว่านม 1 แก้วหลาย ๆ เท่า ถ้าให้เด็กได้ดื่มกินเป็นประจำ จะช่วยสร้างกระดูกให้มีโครงสร้างที่แข็ง
แรง ดื่มคู่กับมะม่วงสุกโดยวิธีปั่นก็จะยิ่งดี ต้องการให้หวานเติมน้ำผึ้งได้ ปั่นกระชายแล้วให้เก็บน้ำกระชายใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้เป็นหัวเชื้อ
ได้หลายวัน เวลาจะทำเครื่องดื่มก็นำหัวเชื้อกระชายมาเจือจางในน้ำ จะเติมดอกอัญชันก็ได้หรือเติมน้ำผลไม้ปั่นอื่น ๆ อีกหลายอย่างแล้ว
แต่จะดัดแปลง ไม่มีอะไรตายตัว ขอให้ทำให้อร่อยและกินได้

          วิธีทำ
- นำกระชายมาล้างน้ำเกลือให้สะอาดประมาณ 1 ขีด
- หั่นกระชายเป็นแว่นเล็ก ๆ ใส่เครื่องปั่นแล้วเติมน้ำ 3 แก้ว
- ปั่นให้ละเอียดแล้วกรองเอาแต่น้ำ ทิ้งกากไป (ห้ามกินกาก)
- ใช้น้ำเป็นหัวเชื้อใส่ขวดเก็บในตู้เย็นได้หลายวัน
- เวลาจะใช้ดื่มก็เทใส่แก้วแล้วเติมน้ำสะอาดให้เจือจาง
- เติมน้ำตาล เกลือ ปรับรสชาติตามใจชอบ


          น้ำกระชายนอกจากจะคั้นแล้วยังจะทำเป็นน้ำกระชายอีกวิธีคือ นำกระชายมาล้างให้สะอาดแล้วขูด เปลือก ด้วยมีดหรือเหรียญบาท
นำกระชายที่ขูดเปลือกออกแล้วล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้ง พักใส่กระชอนเอาไว้ ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่กระชายลงไปต้มต่อไปอีกประมาณ
ครึ่งชั่วโมง จึงช้อนเอากระชายขึ้นเก็บเอาไว้เพื่อทำแช่อิ่มตากแห้งต่อไป กรองเอาแต่น้ำสะอาด ผสมน้ำตาลชิมรสตามชอบ น้ำกระชาย
จะมีรสหวานซ่า ๆ หอมกลิ่นกระชายดื่มแล้วชื่นใจดี กระชายมีประโยชน์มากมาย ถ้าหากว่าบางคนที่ไม่ชอบกลิ่น หรือรสชาติของกระชาย
ก็สามารถปรับปรุงดัดแปลงเพิ่มเติมรสชาติที่ชอบลงไปได้ จะช่วยให้กลิ่นและรสชาติของกระชายถูกใจ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น